การรักษาโรคซึมเศร้า

ปัจจุบันพบว่าคนส่วนใหญ่เป็นโรคซึมเศร้ากันมากขึ้น ซึ่งโรคซึมเศร้าสามารถพบเจอได้ทุกช่วงวัยไม่จำกัด แต่ผู้สูงอายุอาจจะมีปัจจัยที่เป็นได้มากกว่า เช่น พอไม่ได้ทำงาน หรือมีเวลามากขึ้น ไม่ได้ออกไปทำกิจกรรม เข้าสังคม พบปะเพื่อนฝูงเหมือนเดิม หรือลูก ๆ หลาน ๆ ไม่มีเวลาให้ก็จะเริ่มมีความเครียด วิตกกังวล สะสมจนส่งผลให้เกิดภาวะซึมเศร้าได้

เครดิตฟรี

ซึ่งต้องระวังว่าภาวะโรคซึมเศร้าอาจจะมีโอกาสเสี่ยงให้เกิด โรคอื่น ๆตามมา ซึ่งอาจรุนแรงจนมีผลร้ายแรงต่อชีวิต และบทความต่อไปนี้จะแสดงถึงสาเหตุและ การรักษาโรคซึมเศร้า

สาเหตุที่ทำให้เกิด โรคซึมเศร้า
ความผิดปกติของสารสื่อประสาทในสมอง เป็นปัจจัยที่เกิดจากภายในร่างกายเอง
ความเครียด ปัจจัยภายนอกที่มากระทบไม่ว่าจะเป็น ความเครียด ปัญหาจากสภาพสังคม เศรษฐกิจ การทำงาน สะสมเป็นเวลานาน ๆ
ทัศนคติ หรือบุคลิกภาพบางอย่าง ก็ส่งผลให้เกิดภาวะซึมเศร้าได้ เช่น ขี้วิตกกังวล ขาดความมั่นใจ
เหตุการณ์ร้ายแรงในชีวิต บางคนอาจเจอเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิด เช่น อุบัติเหตุ หรือญาติพี่น้องเสียชีวิตกระทันหัน ก็ทำให้เข้าสู่ภาวะซึมเศร้าได้

การดูแล-รักษาโรคซึมเศร้า ทำอย่างไรได้บ้าง?
ถ้าผู้ป่วยที่มีความผิดปกติของสารสื่อประสาทในสมอง จำเป็นต้องใช้ยาเพื่อปรับให้สารสื่อประสาทในสมองเข้าสู่ภาวะปกติ ภาวะของโรคซึมเศร้าก็จะหายไปได้ ทั้งนี้การใช้ยาเพื่อปรับสารสื่อประสาทในสมองจำเป็นต้องใช้ยาอย่างต่อเนื่อง และสม่ำเสมอตามดุลยพินิจของแพทย์ อาจจำเป็นต้องใช้เวลารักษานานหลายปี หากมีการปรับพฤติกรรมรวมถึงรับประทานยาอย่างต่อเนื่องก็สามารถหายเป็นปกติได้

โรคซึมเศร้าที่เกิดจากภาวะความเครียด หรืออาการเจ็บป่วยทางสภาพจิตใจ จำเป็นต้องดูแลเยียวยาภาวะความเครียดนั้นควบคู่ไปกับการใช้ยาด้วย ทั้งนี้คนใกล้ชิด ครอบครัวเพื่อนฝูงก็เป็นส่วนสำคัญที่จะรับฟัง ช่วยเหลือ บางทีคนที่มีอาการเศร้า หรือมีความเครียดเรื่องต่าง ๆ อยู่อาจจะไม่ต้องการคำแนะนำ แต่แค่ต้องการคนรับฟัง หรือชวนทำกิจกรรม ใช้เวลาทำกิจกรรมต่าง ๆ ร่วมกัน

สล็อต

เราต้องคอยสังเกต หากเห็นว่าคนใกล้ชิด มีแนวโน้มมีความเสี่ยงเข้าสู่ภาวะซึมเศร้า ไม่ควรนิ่งเฉย หรือแค่ให้กำลังใจ แต่ควรพยายามชักจูงให้ผู้ป่วยเข้ารับการวินิจฉัย หรือรักษาโรคซึมเศร้า เพื่อลดความเสี่ยงที่จะมีอาการมากขึ้น ซึ่งปัจจุบันก็มีกลุ่มจิตอาสาต่าง ๆ ที่ไปรับฟังกลุ่มคนที่มีภาวะซึมเศร้า หรือมีสภาวะทางใจที่ไม่สู้ดีเพื่อลดโอกาสการฆ่าตัวตาย หรือการพัฒนาไปเป็นโรคซึมเศร้า ทั้งนี้ความเข้าใจเป็นส่วนสำคัญที่จะทำให้เราสามารถช่วยเหลือกลุ่มคนที่ประสบปัญหาให้สามารถผ่านสภาวะนี้ และใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุขตามปกติ

โรคซึมเศร้า พบได้ได้บ่อยในสังคมยุคดิจิตอลที่อะไรๆ ก็รวดเร็ว ส่งต่อข้อมูลได้อย่างทันทีทันใด ทำให้สังคมมนุษย์เรายิ่งใกล้ยิ่งห่าง ยิ่งนั่งข้างกันยิ่งไม่คุยกัน ยิ่งต่างคนต่างก้มหน้าหาโลกโซเชียลกันทั้งวัน ยังไม่นับความเครียดสะสมจากงาน รถติดบนท้องถนน ปัญหาความสัมพันธ์ที่โลกออนไลน์ทำให้คนเรายิ่งห่างกันมากขึ้นในชีวิตจริง แล้วเราล่ะ อยู่ใกล้โรคซึมเศร้ามากแค่ไหน หรือมีคนใกล้ตัวเราที่อยู่ในภาวะนี้ แต่เราอาจไม่รู้หรือเปล่า มาดูกัน!

เข้าใจก่อนว่าโรคซึมเศร้าไม่ใช่โรคจิต แค่มีความผิดปกติที่สารเคมีในสมอง
ถึงแม้โรคซึมเศร้าเกิดจากหลายสาเหตุ ทั้งจากความเครียดสะสม ปัญหาที่หาทางออกไม่ได้ การสูญเสียครั้งใหญ่ในชีวิต การมองไม่เห็นคุณค่าในตัวเอง การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนบางชนิด แต่สาเหตุหลักๆ คือความผิดปกติ หรือไม่สมดุลของสารเคมีในสมอง อย่างสารเซโรโทนิน (Serotonin) และนอร์เอพิเนฟรีน (Norepinephrine) ที่ลดลงกว่าระดับปกติ จึงส่งผลต่อความรู้สึกนึกคิด และระดับความสุขในชีวิตของผู้ที่มีภาวะโรคซึมเศร้า

สล็อตออนไลน์

8 สัญญาณ ให้คนทำงานหมั่นสังเกตตัวเองเบื้องต้น ก่อนเสี่ยงโรคซึมเศร้า
เมื่อไหร่ที่เริ่มสับสนว่าเราแค่เครียดเรื่องงาน หรือเป็นอาการเริ่มต้นของโรคซึมเศร้ากันแน่นะ ให้ลองสังเกต 8 สัญญาณนี้ ถ้ามีมากกว่า 5 อาการ ติดต่อกันนาน 2 สัปดาห์ สงสัยเลยว่าเราอาจต้องรีบหาทางแก้ หรือปรึกษาแพทย์ก่อนจะเข้าสู่ภาวะซึมเศร้าขั้นเรื้อรัง

  1. รู้สึกว่างเปล่า หรือสิ้นหวัง อยู่ๆ ก็มองไม่เห็นคุณค่าในตัวเองอย่างที่เคยเป็น
  2. เบื่อในสิ่งที่เคยชื่นชอบ ไม่อยากทำกิจกรรมที่เคยชอบทำอีกต่อไป
  3. นอนไม่หลับ หรือนอนมากกว่าปกติ นอนนานผิดปกติ
  4. รู้สึกอ่อนเพลีย ไม่มีเรี่ยวแรง ไม่อยากลุกขึ้นมาทำอะไร
  5. ไม่มีสมาธิ ไม่สามารถจดจ่อกับสิ่งที่ทำได้ รู้สึกกระสับกระส่าย หงุดหงิด กระวนกระวายใจ
  6. น้ำหนักเพิ่มขึ้น หรือลดลงมากแบบผิดปกติ เพราะพฤติกรรมการกินเปลี่ยนไป
  7. ขาดความมั่นใจในตัวเอง ไม่กล้าตัดสินใจอย่างที่เคยเป็น
  8. มีความคิดว่าอยากตาย รู้สึกว่าไม่อยากมีชีวิตอยู่ (ข้อนี้สำคัญมาก มีสัญญานนี้เมื่อไหร่ควรไปพบแพทย์โดยด่วน)

jumboslot

มาป้องกันโรคซึมเศร้าแบบมนุษย์ยุคดิจิตอลกัน
ต้องยอมรับก่อนว่าโลกโซเชียลก็เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้คนวัยทำงานเราเข้าใกล้โรคซึมเศร้าได้ง่ายขึ้น งั้นมาดูวิธีป้องกันแบบทำตามได้จริงสำหรับการใช้ชีวิตในยุคออนไลน์

  1. จำกัดเวลาการใช้สมาร์ทโฟน นอกเหนือจากการใช้เพื่อทำงาน ควรตั้งกฏกับตัวเองว่าเราจะเล่นโซเชียลวันละไม่เกิน 1 ชั่วโมงเท่านั้น เมื่อครบแล้วให้วางทันที แล้วลุกไปทำกิจกรรมอื่นแทน
  2. ดูคอนเทนต์อะไรที่เปิดโลก และสร้างสรรค์ ถ้าวางมือถือลงไม่ได้จริงๆ แนะนำให้ดูคอนเทนต์ที่สร้างสรรค์ไปเลย แทนที่จะส่องเฟซบุ๊คชาวบ้านไปทั่ว ลองเปลี่ยนเป็นเข้า Netflix หรือ YouTube แล้วดูรายการประเภทที่จะจุดประกายชีวิตเรา เช่นเรื่องราวของนักสร้างสรรค์งานทั่วโลก บุคคลเจ๋งๆ ที่มีแนวคิดอะไรที่เปิดมุมมองใหม่ๆ หรือแม้แต่สารคดีอาหาร หรือการท่องเที่ยวต่างประเทศ ก็จะทำให้คุณรู้สึกว่า เอ้อ!!! โลกนี้ยังมีอะไรน่าสนใจอีกเพียบ ทำให้เราอยากออกไปใช้ชีวิตให้มากขึ้น
  3. ทำ Vlog ในสิ่งที่เราถนัด และแชร์ออกไป ถ้าเพิ่งคิดว่ามันยาก ให้คุณลองค้นหาตัวเองดูว่าอะไรที่เราทำได้ดี เรื่องไหนที่เราเชี่ยวชาญ สิ่งไหนที่เราเล่าให้เพื่อนฟังทีไร เพื่อนจะต้องร้องว๊าววว นั่นแหละคือความเจ๋งในตัวคุณ แค่เล่ามันออกมา ถ่ายวิดีโอตัวเองแบบง่ายๆ ฝึกตัดต่อวิดีโอด้วยสมาร์ทโฟน แล้วแชร์ออกไปบนโลกโซเชียล แค่นี้คุณก็จะสนุก และได้อินสไปร์คนอื่นๆ ต่อไปอีกด้วย

อย่าลืมว่าหัวใจสำคัญของการป้องกันโรคซึมเศร้า คือการมีความสุขในชีวิต เห็นคุณค่าในตัวเอง รักตัวเองเป็น ดังนั้นแค่คุณอย่าเก็บตัวอยู่เฉยๆ ลุกขึ้นมาทำกิจกรรมอะไรก็ได้ ขอเพียงลงมือทำ แล้วคุณจะมองเห็นข้อดีในทุกสิ่งที่ทำได้แน่นอน

คำแนะนำสำหรับญาติ
ญาติมักจะรู้สึกห่วงผู้ป่วย ไม่เข้าใจว่าทำไมเขาถึงได้ซึมเศร้ามากขนาดนี้ ทั้งๆที่เรื่องที่มากระทบก็ดูไม่หนักหนานก ทำให้บางคนพาลรู้สึกโกรธ ขุ่นเคือง เห็นว่าผู้ป่วยเป็นคนอ่อนแอ เป็นคน “ไม่สู้” ทำไมเรื่องแค่นี้ถึงต้องเศร้าเสียใจขนาดนี้ ท่าทีเช่นนี้กลับยิ่งทำให้ผู้ที่เป็นรู้สึกว่าตัวเองยิ่งแย่ขึ้นไปอีก เกิดความรู้สึกว่าตนเองเป็นภาระแก่ผู้อื่น ทำให้จิตใจยิ่งตกอยู่ในความทุกข์ แต่ทั้งนี้ ภาวะที่เขาเป็นนี้ไม่ใช่อารมณ์เศร้าธรรมดา หรือเป็นจากจิตใจอ่อนแอ หากแต่เป็นภาวะของความผิดปกติ เขากำลัง “เจ็บป่วย” อยู่ ทำให้มีการเปลี่ยนแปลงของสารเคมีและระบบฮอร์โมนต่างๆ ในสมอง เกิดมีอาการต่างๆ ตามมาทั้งทางกายและใจ ซึ่งเมื่อได้รับการรักษาหายแล้ว อารมณ์เศร้าหมองก็จะดีขึ้น จิตใจแจ่มใสขึ้น การมองสิ่งรอบตัวก็จะเปลี่ยนไป อาการต่างๆ จะค่อยๆ หายไป

slot


ดังนั้นหากญาติมีความเข้าใจผู้ที่เป็นโรคซึมเศร้า มองว่าเขากำลังไม่สบาย ความคาดหวังในตัวเขาก็จะลดลง ความหงุดหงิด คับข้องใจก็ลดลง เรามักจะให้อภัยคนที่กำลังไม่สบาย มีข้อยกเว้นให้บางอย่าง เพราะเราทราบดีว่าเขาไม่ได้แกล้งทำ ไม่มีใครอยากป่วย

มีข้อแนะนำในการดูแลผู้ป่วยดังนี้
รับฟังผู้ป่วยด้วยความเข้าใจ ใส่ใจ โดยไม่ตัดสิน อารมณ์ของผู้ป่วยโรคซึมเศร้า อ่อนไหวมาก และ หลายครั้งเข้าใจยาก การรับฟังอย่างเข้าใจ โดยไม่ตัดสิน จะช่วยให้ความรู้สึกของผู้ป่วยดีขึ้นที่มีคนพร้อมจะเข้าใจตัวเขาอย่างแท้จริง
ชวนผู้ป่วยคุยบ้างเล็กน้อย ด้วยท่าทีที่สบายๆ ใจเย็น พร้อมที่จะช่วยเหลือ โดยไม่กดดัน ไม่คาดหวัง ไม่คะยั้นคะยอว่าผู้ป่วยต้องพูดคุยโต้ตอบได้มาก เพราะท่าทีที่คาดหวังมากจะทำให้ผู้ป่วยรู้สึกแย่ที่ทำให้ญาติผิดหวัง
เปิดโอกาสให้ผู้ป่วยได้ระบายความคิดความรู้สึก ที่ไม่ดี ที่รู้สึกแย่ ต่างๆ ออกมา โดยเฉพาะความคิดอยากฆ่าตัวตาย การที่ผู้ป่วยได้พูดได้ระบายออกมาจะช่วยผ่อนคลายความตึงเครียดในใจลงได้ อย่างมาก
ข้อควรทราบ
โรคนี้ไม่ได้อาการดีขึ้นทันทีที่กินยา การรักษาต้องใช้เวลาบ้าง ส่วนใหญ่จะเป็นสัปดาห์ อาการจึงจะดีขึ้นอย่างเห็นชัด จึงไม่ควรคาดหวังจากผู้ป่วยมากเกินไป
การรักษาด้วยยามีความสำคัญ ควรช่วยดูแลเรื่องการกินยา โดยเฉพาะในช่วงแรกที่ผู้ป่วยยังซึมเศร้ามาก หรืออาจมีความคิดอยากตาย การตัดสินใจในช่วงนี้จะยังไม่ดี ควรให้ผู้ป่วยเลี่ยงการตัดสินใจในเรื่องสำคัญๆ ไปก่อนจนกว่าจะเห็นว่าอาการเขาดีขึ้นมากแล้ว
เมื่อได้รู้จักโรคซึมเศร้ากันแล้ว จะเห็นว่าโรคซึมเศร้าไม่ได้เป็นแค่อารมณ์ซึมเศร้าเท่านั้น แต่หากเป็นโรคที่ส่งผลกระทบต่อตนเองและครอบครัว และหากปล่อยทิ้งไว้ไม่บำบัดรักษา อาจนำมาสู่ปัญหาการทำงานและการดำเนินชีวิต และบางรายอาจนำไปสู่การฆ่าตัวตายได้ ดังนั้น หากพบหรือสงสัยว่าตนเองและคนใกล้ชิดของคุณป่วยด้วยโรคซึมเศร้า อย่าได้นิ่งนอนใจ ควรพามาปรึกษาแพทย์ เพราะหากได้รับการบำบัดรักษาอย่างถูกต้องด้วยวิธีที่เหมาะสม คุณและคนใกล้ตัวก็สามารถจะใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุขต่อไป