อาการคลื่นไส้เมื่อดื่มกาแฟ

สำหรับใครที่เป็นคอกาแฟ อาจไม่เคยสัมผัสอาการ คลื่นไส้ ปวดหัว จากกาแฟ แต่สำหรับหลาย ๆ คนที่เป็นมือใหม่ หรือไม่ได้ดื่มกาแฟบ่อยนัก มักมีปัญหาปวดหัวจากกาแฟกันมาบ้าง แล้วไอ้อาการคลื่นไส้ ปวดหัว มันเกิดจากสาเหตุอะไรกันแน่นะ

เครดิตฟรี

คลื่นไส้ ปวดหัว ตอนดื่มกาแฟ แท้จริงมาจาก “คาเฟอีน”
สำหรับอาการปวดหัว คลื่นไส้เวลาดื่มกาแฟ สันนิษฐานว่าน่าจะเกิดจากส่วนประกอบที่สำคัญในกาแฟอย่างเจ้า “คาเฟอีน”

คาเฟอีน มีคุณสมบัติช่วยในการกระตุ้นระบบประสาทส่วนกลาง กระตุ้นหัวใจทำให้หัวใจเต้นเร็วขึ้น ซึ่งส่วนใหญ่มักจะเป็นผลทำให้อาการปวดหัวหายไป เพราะคาเฟอีนในปริมาณที่พอเหมาะจะทำให้เส้นเลือดที่ขยายอยู่หดตัว ทำให้ไม่มีอาการปวดหัว

แต่บางครั้งคาเฟอีนก็เป็นสาเหตุที่ทำให้คนที่เริ่มดื่มกาแฟมีอาการปวดหัวคลื่นไส้ได้เช่นกัน อาจเป็นเพราะปริมาณคาเฟอีนที่มากเกินกว่าที่ร่างกายคุ้นเคย ทำให้เส้นเลือดในสมองขยายตัว เกิดอาการปวดหัว คลื่นไส้

สำหรับคนที่กินกาแฟแล้วมีอาการปวดหัว คลื่นไส้ อาจจะต้องรอให้คาเฟอีนในร่างกาย ค่อย ๆ หมดฤทธิ์ไป หรือดื่มน้ำมาก ๆ ซึ่งหากมีอาการปวดหัว คลื่นไส้จากการดื่มกาแฟ อาจจะต้องงดดื่มกาแฟ หรือเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนในปริมาณมาก หรือค่อย ๆ ปรับตัวโดยการดื่มครั้งละปริมาณน้อย ๆ เพื่อให้ร่างกายคุ้นชิน และไม่กระตุ้นการทำงานของหลอดเลือด หรือหัวใจมากเกินไป

กาแฟนั้นเป็นหนึ่งในเครื่องดื่ม ที่ได้รับความนิยมอย่างมากทั่วโลก หลายคนที่ดื่มกาแฟนั้นไม่ได้เพียงแค่หวังผลจากคาเฟอีนที่ช่วยให้ตื่นตัว แต่ยังอาจดื่มเพราะชื่นชอบในรสชาติของกาแฟอีกด้วย แต่อย่างไรก็ตาม คนบางคนอาจจะไม่สามารถดื่มกาแฟได้ เพราะดื่มทีไร ก็ต้องรู้สึกคลื่นไส้ตามมาทุกที วันนี้ Hello คุณหมอ จะมาช่วยไขข้อข้องใจ ว่าทำไมบางคนถึงมีอาการ ดื่มกาแฟแล้วคลื่นไส้ กันแน่นะ

สาเหตุที่ทำให้เรา ดื่มกาแฟแล้วคลื่นไส้
สาเหตุที่ทำให้เรามีอาการคลื่นไส้เมื่อดื่มกาแฟ สามารถแยกออกได้เป็นสาเหตุหลักๆ ดังนี้

สล็อต

คาเฟอีน
หนึ่งในสาเหตุที่พบได้บ่อยของอาการคลื่นไส้จากการดื่มกาแฟ เป็นเพราะคาเฟอีนที่มีอยู่มากในกาแฟนั่นเอง ร่างกายของคนเรานั้น จะมีความไวต่อคาเฟอีน (Caffeine sensitivity) ไม่เท่ากัน บางคนอาจจะสามารถดื่มกาแฟได้เยอะๆ โดยที่ไม่ได้รู้สึกถึงผลข้างเคียงที่มาจากคาเฟอีนเลย ในขณะที่บางคน แค่จิบกาแฟเพียงเล็กน้อย ก็อาจจะเกิดใจสั่นปวดหัว และคลื่นไส้ได้

ความไวต่อคาเฟอีนนั้น อาจทำให้ผู้ที่ได้รับคาเฟอีนแม้เพียงเล็กน้อย ก็สามารถเกิดอาการคล้ายกับผู้ที่บริโภคคาเฟอีนมากเกินขนาด (Caffeine Overdose)

อาการของการบริโภคคาเฟอีนเกินขนาดนั้น อาจมีตั้งแต่ อาการเบาๆ ที่ไม่เป็นอันตราย อย่างเช่น

วิงเวียน
กระหายน้ำ
นอนไม่หลับ
ปวดหัว
ท้องเสีย
คลื่นไส้
ไปจนถึงอาการที่รุนแรง และควรติดต่อรับการรักษาในทันที เช่น

หายใจไม่ออก
อาเจียน
มองเห็นภาพหลอน
สับสน
เจ็บหน้าอก
หัวใจเต้นผิดปกติ
ชัก
การป้องกัน หนทางในการป้องกันอาการคลื่นไส้ที่มาจากคาเฟอีนในกาแฟ คือการบริโภคกาแฟในปริมาณที่พอเหมาะ และอย่าดื่มกาแฟปริมาณมากๆ ในคราวเดียว หรือหลีกเลี่ยงการดื่มกาแฟขณะท้องว่าง เพราะเมื่อเราท้องว่าง เราก็จะสามารถดูดซึมคาเฟอีนในกาแฟได้มากกว่าปกติ

สล็อตออนไลน์

ส่วนผู้ที่มีความไวต่อคาเฟอีนมาก แต่ยังอยากดื่มกาแฟ ก็อาจมองหาทางเลือกเป็นกาแฟที่ไม่มีคาเฟอีน หรืออาจจะรับประทานอาหารให้พลังงานในรูปแบบอื่นๆ เช่น อาหารที่ให้คาร์โบไฮเดรตสูง ก็สามารถทำให้เรารู้สึกสดชื่นได้ โดยไม่ต้องระวังผลข้างเคียงจากคาเฟอีน

กรดเกินในกระเพาะ
จริงๆ แล้ว กาแฟนั้นมีความเป็นกรดมากกว่าที่หลายคนคิด เมื่อความเป็นกรดในกาแฟนั้นไปเจอกับกรดในกระเพาะอาหาร โดยเฉพาะหากเราดื่มกาแฟในขณะที่หิวจัด หรือท้องว่าง อาจจะทำให้ในระบบทางเดินอาหารมีกรดมากจนเกินไป ทำให้เกิดความระคายเคืองในทางเดินอาหาร แล้วอาจนำไปสู่อาการต่างๆ ได้ เช่น

คลื่นไส้
อาเจียน
ท้องไส้ปั่นป่วน
แสบร้อนกลางอก
กรดไหลย้อน
การป้องกัน การป้องกันไม่ให้ในทางเดินอาหารมีกรดมากเกินไปจากการดื่มกาแฟ คือควรพยายามหลีกเลี่ยงการดื่มกาแฟขณะท้องว่าง แต่ควรมีอาหารรองท้องเช่น ขนมปัง หรือเค้ก อยู่ก่อนแล้วแล้วจึงค่อยดื่มกาแฟ นอกจากนี้ก็ควรค่อยๆ จิบกาแฟอย่างช้าๆ ไม่ใช่ดื่มพรวดเดียวจนหมด เพื่อให้ร่างกายสามารถรับมือกับกรดที่อยู่ในกาแฟได้อย่างเหมาะสม

ภาวะการย่อยน้ำตาลแลคโตสผิดปกติ (Lactose intolerance)
โดยส่วนใหญ่แล้ว คนไทยมักจะนิยมดื่มกาแฟเย็นที่มีส่วนผสมของนม เพื่อช่วยเจือจางไม่ให้กาแฟมีรสเข้มจนเกินไป แต่นมที่อยู่ในกาแฟนั้นก็อาจจะเป็นสาเหตุที่ทำให้เราเกิดอาการคลื่นไส้ได้เช่นกัน

แลคโตส (Lactose) หรือที่บางคนเรียกว่าน้ำตาลนม เป็นน้ำตาลที่สามารถพบในน้ำนมของสัตว์ต่างๆ เช่น นมวัว หรือนมแพะ โดยปกติแล้วร่างกายของเราจะสามารถย่อยน้ำตาลแลคโตสได้ โดยใช้เอนไซม์ที่สามารถพบได้ในลำไส้ แต่หลายๆ คนอาจจะมีภาวะการย่อยน้ำตาลแลคโตสผิดปกติ ทำให้ร่างกายไม่สามารถย่อยน้ำตาลแลคโตสได้ หรือย่อยได้ไม่ดีพอ

อาการที่พบได้บ่อยของภาวะการย่อยน้ำตาลแลคโตสผิดปกติคือ

คลื่นไส้
ท้องเสีย
อาเจียน
ท้องอืด
เรอเปรี้ยว
ปวดท้อง
การป้องกัน การป้องกันอาการคลื่นไส้ที่มาจากภาวะการย่อยน้ำตาลแลคโตสผิดปกติเมื่อดื่มกาแฟ คือการเลือกดื่มกาแฟดำที่ไม่ใส่นม หรืออาจจะเลือกนมใส่กาแฟที่ไม่มีน้ำตาลแลคโตส ที่สามารถพบซื้อได้ทั่วไปตามร้านสะดวกซื้อ การดื่มกาแฟพร้อมกับขนมปัง หรืออาหารรองท้อง ก็สามารถช่วยลดอาการคลื่นไส้ได้เช่นกัน

jumboslot

กาแฟ เครื่องดื่มง่ายๆ ยามเช้าที่หลายๆ คนเลือกดื่ม ไม่ว่าจะดื่มคู่กับขนมปัง ปาท่องโก๋ ก็เข้ากันแบบสุด ๆ แต่สำหรับผู้ที่มีอาการกรดไหลย้อน การดื่มกาแฟหรือชา ที่มีคาเฟอีนนั้นอาจไม่ใช่เรื่องที่ดีนัก เพราะคาเฟอีนในเครื่องดื่มเหล่านั้น อาจมีส่วนทำให้อาการกรดไหลย้อนกำเริบขึ้นมาได้ วันนี้ Hello คุณหมอ มีข้อมูลที่น่าสนใจเกี่ยวกับ คาเฟอีน ส่งผลต่อกรดไหลย้อน อย่างไรมาฝากกันค่ะ

อาหารส่งผลต่ออาการกรดไหลย้อนได้อย่างไร
สำหรับบางคนอาการแสบร้อนกลางทรวงอก ซึ่งเป็นหนึ่งในอาการของโรคกรดไหลย้อนนั้น ส่วนหนึ่งอาจมีสาเหตุมาจากอาหาร สารบางอย่างในอาหารนั้นอาจไปทำให้ หลอดอาหารหรือกล้ามเนื้อหูรูดหลอดอาหารนั้นมีอาการระคายเคือง จนทำให้เกิดการไหลย้อนของอาหารในกระเพาะอาหาร ซึ่งทำให้เกิดอาการกรดไหลย้อน ซึ่งอาหารต่างๆ เหล่านี้อาจทำให้เกิดอาการกรดไหลย้อนได้

เครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน
แอลกอฮอล์
ช็อกโกแลต
ผลไม้ที่มีรสเปรี้ยว
กระเทียม
หัวหอม
อาหารรสจัด
อาหารมัน
คาเฟอีน ส่งผลต่อกรดไหลย้อน อย่างไร
คาเฟอีน (Caffeine) เป็นหนึ่งในส่วนประกอบหลักของชาและกาแฟ ซึ่งคาเฟอีนนั้นเป็นสารที่มีส่วนทำให้เกิดอาการแสบร้อนกลางทรวงอก ซึ่งเป็นสาเหตุของการเกิดอาการกรดไหลย้อน แม้จะยังไม่มีงานวิจัยที่ชัดเจนสำหรับผลของคาเฟอีนที่ส่งผลต่ออาการกรดไหลย้อน แต่ว่าผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพพบว่าคาเฟอีนมีส่วนทำให้อาการกรดไหลย้อนนั้นรุนแรงขึ้นได้ แต่ก็ยังไม่มีคำแนะนำว่าควรเลิกดื่มเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนสำหรับผู้ที่มีอาการกรดไหลย้อน

slot

ชาและกาแฟกับอาการกรดไหลย้อน
คาเฟอีน ที่อยู่ในกาแฟแต่ละชนิดนั้นมีความแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับกรรมวิธีในการคั่ว ซึ่งการคั่วที่ใช้ระยะเวลานานกว่า จะมีปริมาณคาเฟอีนที่น้อยกว่ากาแฟที่ใช้ระยะเวลาในการคั่วน้อย ซึ่งกาแฟดำเป็นกาแฟที่มีคาเฟอีนมากที่สุดซึ่งมีปริมาณคาเฟอีนมากถึง 95-165 มิลลิกรัมต่อกาแฟ 8 ออนซ์

หากใครที่ดื่มกาแฟแล้วอาการกรดไหลย้อนกำเริบ อาจจะลองเปลี่ยนมาดื่มกาแฟที่ใช้ระยะเวลาในการคั่วมากขึ้น เพราะจะมีปริมาณคาเฟอีนน้อยลง แต่ส่วนประกอบอื่น ๆ ของกาแฟอาจทำให้อาการกรดไหลย้อนแย่ลง เช่น รสเปรี้ยวในกาแฟบางพันธ์ุก็จะยิ่งเพิ่มความเสี่ยงที่จะทำให้อาการกรดไหลย้อนแย่ลงได้

ชา เป็นเครื่องดื่มอีกหนึ่งชนิดที่มีปริมาณคาเฟอีน เหมือนกันกับกาแฟ แต่ว่าจะมีปริมาณคาเฟอีนน้อยกว่ากาแฟ ชาที่มีปริมาณคาเฟอีนมากที่สุดก็คือ ชาดำ โดยจะมีปริมาณคาเฟอีนอยู่ที่ 25-48 มิลลิกรัม ต่อชา 8 ออนซ์ แต่ชามีความต่างกับกาแฟตรงที่ ยิ่งผ่านกรรมวิธีมาก คาเฟอีนก็จะยิ่งน้อยลง มีงานวิจัยพบว่าชาบางชนิดที่มีคาเฟอีนน้อยหรือไม่มีเลย อย่าง ชาสมุนไพร ก็มีส่วนทำให้อาการกรดไหลย้อนแย่ลงได้เช่นกัน

ดังนั้นก่อนที่จะบริโภคชาหรือกาแฟควรอ่านฉลากโภชนาการให้ละเอียดก่อนว่า มีปริมาณคาเฟอีนเท่าไร หรือควรสังเกตตัวเองด้วยว่า เมื่อบริโภคชาหรือกาแฟชนิดใด แล้วทำให้เกิดอาการกดรไหลย้อนกำเริบได้ เพื่อที่จะได้หลีกเลี่ยงการบริโภคชาและกาแฟรูปแบบนั้นๆ