เตือนอาการเครียดอาจนำไปสู่โรคซึมเศร้า

โรคซึมเศร้า เป็นโรคที่เราเพิ่งได้ยินกันบ่อย ๆ มาไม่นานนี้เอง เป็นโรคที่คนในสังคมยังเข้าใจผิดอยู่มาก หลายคนเข้าใจว่าโรคซึมเศร้า หรือคนที่มีอาการซึมเศร้า เกิดจากความเศร้า ความเครียดเท่านั้น แต่จริง ๆ แล้วโรคซึมเศร้าไม่ได้หายแค่เพียงคนรอบข้างบอกว่า “สู้สู้” เท่านั้น

เครดิตฟรี

เพราะ โรคซึมเศร้าเกิดขึ้นประกอบกันด้วยหลายสาเหตุ อาจเกิดจากความผิดปกติของสารเคมีในสมอง ที่ชื่อเซโรโทนิน (Serotonin) ที่ต้องทำการรักษา ไม่ได้หายได้เอง เกิดจากทัศนคติในการดำเนินชีวิต มองตัวเอง มองโลกในแง่ลบ ประกอบกับความเครียด หรือการผ่านเหตุการณ์เลวร้าย เหตุการณ์เศร้าโศกในชีวิตอาจเป็นตัวกระตุ้นทำให้โรคซึมเศร้าออกอาการได้มากขึ้น

ดังนั้นในช่วงวัยทำงาน ซึ่งเป็นช่วงวัยที่พบอาการซึมเศร้ามากที่สุด เพราะเป็นช่วงที่ต้องผจญกับความเครียด จากการทำงาน จากวิกฤติชีวิตต่าง ๆ จึงควรมีวิธีขจัดความเครียด หรือค่อย ๆ บรรเทาความเครียดลง เพื่อไม่ให้เป็นตัวกระตุ้นอาการซึมเศร้าให้ทำงาน เพราะหากลุกลามเป็นโรคซึมเศร้าแล้วอาจต้องใช้เวลาทำการรักษา และหากไม่รู้ตัวเอง หรือคนรอบข้างไม่สังเกตเจอก็อาจส่งผลให้การดำเนินชีวิตเปลี่ยนแปลงไป ทำงานไม่เต็มประสิทธิภาพ ไม่มีความสุขในชีวิต หรือถ้าเลวร้ายจริง ๆ อาจส่งผลให้ฆ่าตัวตายได้เลย

อาการของ โรคซึมเศร้า อาจจะสังเกตในเบื้องต้นได้ดังนี้
• กินอาหารได้น้อยลง เบื่ออาหาร น้ำหนักลด หรือนอนหลับไม่สนิท ตื่นกลางดึก เพราะมีความกังวล ความเครียด ทำให้ร่างกายทรุดโทรม อาจมีอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ เรียกว่าระบบร่างกายมีความแปรปรวนไปหมด

• อารมณ์เปลี่ยนแปลง ขึ้นลงง่าย หลายคนที่มีอาการโรคซึมเศร้า อาจทำให้อารมณ์เปลี่ยนแปลงได้ง่าย โกรธง่าย โมโหง่าย หรืออ่อนไหว ร้องไห้เสียใจหวั่นไหวง่าย มองอะไรก็ดูเศร้าหมอง ไม่สดชื่น เบื่อหน่ายไปหมดทุกสิ่ง

• สมาธิหด ความจำหาย อาการซึมเศร้าอาจทำให้ไม่มีสมาธิในการทำอะไร ดูหนังฟังเพลง ก็ไม่มีสมาธิ รวมทั้งความจำอาจจะหายไป จำอะไรไม่ค่อยได้ จำไม่ได้ว่าทำไปหรือยัง จำไม่ได้ว่าพูดอะไรไป ทั้งที่เหตุการณ์เพิ่งเกิดขึ้น

• ประสิทธิภาพการทำงานลดลง อาการซึมเศร้าอาจทำให้งานการแย่ลง ทำอะไรช้าลง รู้สึกเนือย ๆ ไม่กระฉับกระเฉง

สล็อต

สำหรับวิธีดูแลตัวเองที่อาจจะยังไม่เป็น หรือกลัวว่าตัวเองจะเป็นโรคซึมเศร้าได้ คือเมื่อมีปัญหา หรือความเครียดอย่าปล่อยไว้ โดยเฉพาะในวัยทำงานหากมีปัญหาความเครียดลองพูดคุยปรึกษาเพื่อนร่วมงาน หรือหัวหน้า เพื่อหาทางแก้ปัญหา หรือได้ระบายออก ให้ความเครียดทุเลาเบาบางลง

หากิจกรรมที่ช่วยเติมความสุขให้กับตัวเอง การออกกำลังกายเป็นประจำก็ช่วยได้ เพราะร่างกายจะหลั่งสารความสุขออกมาทำให้ความเครียดลดลงได้ ที่สำคัญคือการมองเห็นคุณค่าในตัวเอง เชื่อมั่นในตัวเอง เป็นหนทางที่จะหลีกเลี่ยงจากโรคซึมเศร้าได้อย่างยั่งยืนที่สุด

โดยทั่วไปแล้ว เมื่อต้องเผชิญหน้ากับสถานการณ์อันตราย ร่างกายจะหลั่งสารสื่อประสาทที่ทำให้ร่างกายตอบสนองด้วยการสู้หรือหนี (Fight-or-Flight) ส่งผลให้หัวใจเต้นเร็ว หายใจถี่ขึ้น กล้ามเนื้อหดตัว และความดันโลหิตสูงขึ้น ผู้ที่ป่วยเป็นโรคเครียดจะรู้สึกกลัว หวาดระแวง หรือตื่นตระหนกหลังเผชิญสถานการณ์อันตราย ทั้งนี้ อาจรู้สึกวิตกกังวล ว้าวุ่น และฟุ้งซ่าน หรือฝันร้ายเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นหลายครั้ง อย่างไรก็ตาม มนุษย์เราจะประสบภาวะเครียดจากสถานการณ์ที่แตกต่างกันไป กล่าวคือ สถานการณ์บางอย่างอาจทำให้คนหนึ่งเกิดความเครียดได้ ในขณะที่อีกคนอาจรับมือกับสถานการณ์ดังกล่าวได้ และไม่รู้สึกเครียดกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

อาการของโรคเครียด

ผู้ที่ป่วยเป็นโรคเครียดมักเกิดอาการของโรคทันทีที่เผชิญสถานการณ์ที่ทำให้เกิดความเครียด โดยจะเกิดอาการของโรคเป็นเวลานานหลายวันหรือหลายสัปดาห์ อาการโรคเครียด มีดังนี้

สล็อตออนไลน์

เห็นภาพเหตุการณ์ร้ายแรงซ้ำ ๆ ผู้ป่วยจะเห็นฝันร้าย หรือนึกถึงเหตุการณ์ร้ายแรงไม่ดีที่เคยเกิดขึ้นซ้ำ ๆ อยู่เสมอ
อารมณ์ขุ่นมัว อารมณ์หรือความรู้สึกของผู้ป่วยโรคเครียดมักแสดงออกมาในเชิงลบ ผู้ป่วยจะรู้สึกอารมณ์ไม่ดี มีความทุกข์ ไม่ร่าเริงแจ่มใสหรือรู้สึกไม่มีความสุข
มีพฤติกรรมแยกตัวออกมา ผู้ป่วยจะเกิดหลงลืมมึนงง ไม่มีสติหรือไม่รับรู้การมีอยู่ของตัวเอง หรือรู้สึกว่าเวลาเดินช้าลง
หลีกเลี่ยงสิ่งต่าง ๆ ผู้ป่วยจะหลีกเลี่ยงสิ่งที่ทำให้นึกถึงเหตุการณ์ที่ทำให้เกิดความเครียด ไม่ว่าจะเป็นผู้คน สถานที่ สิ่งของ กิจกรรม หรือบทสนทนาที่เกี่ยวกับเรื่องนั้น ๆ
ไวต่อสิ่งเร้า ผู้ป่วยจะนอนหลับยาก โมโหหรือก้าวร้าว ไม่มีสมาธิจดจ่อกับสิ่งใดสิ่งหนึ่งได้
ทั้งนี้ โดยทั่วไป มนุษย์เรามักเกิดความเครียดจากการใช้ชีวิตประจำวัน ซึ่งความรู้สึกดังกลาวอาจส่งผลกระทบต่อการทำงานของร่างกายและอารมณ์บ้าง ทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงทั้งด้านร่างกาย อารมณ์ความรู้สึก และพฤติกรรม ดังนี้

ความเปลี่ยนแปลงทางร่างกาย
กล้ามเนื้อหดตัว ส่งผลให้ปวดหลัง เจ็บขากรรไกร รวมทั้งมีปัญหาเกี่ยวกับเอ็นตามกล้ามเนื้อ
ร่างกายตื่นตัวมาก ส่งผลให้ความดันโลหิตสูง หัวใจเต้นเร็ว ใจสั่น เหงื่อออกที่ฝ่ามือ มือเท้าเย็น เวียนศีรษะ ปวดไมเกรน หายใจไม่สุด และเจ็บหน้าอก
อ่อนเพลีย
แรงขับทางเพศลดลง
ปวดท้อง หรือรู้สึกไม่สบายท้อง ซึ่งเกิดจากปัญหาสุขภาพเกี่ยวกับระบบทางเดินอาหาร เช่น กรดไหลย้อน กรดในกระเพาะอาหาร ท้องอืด ท้องร่วง หรือท้องผูก
มีปัญหาเกี่ยวกับการนอนหลับ
ความเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์ความรู้สึก
วิตกกังวลและฟุ้งซ่าน
รู้สึกกดดันอยู่เสมอ รวมทั้งตื่นตัวได้ง่ายกว่าปกติ
ไม่มีสมาธิ หรือหมดแรงจูงใจในการทำสิ่งต่าง ๆ
ซึมเศร้า
อารมณ์แปรปรวนง่าย
ความเปลี่ยนแปลงทางพฤติกรรม
รับประทานอาหารมากขึ้นหรือน้อยลงกว่าปกติ
มักโกรธและอาละวาดได้ง่าย
สูบบุหรี่ หรือใช้สารเสพติดอื่น ๆ
ไม่เข้าสังคม ไม่พบปะผู้คน รวมทั้งไม่สนใจสิ่งรอบตัว
ทำกิจกรรมต่าง ๆ หรือออกกำลังกายเคลื่อนไหวร่างกายน้อยลง
สาเหตุโรคเครียด

jumboslot

โรคเครียดมีสาเหตุมาจากการพบเจอหรือรับรู้เหตุการณ์อันตรายที่ร้ายแรงมาก โดยเหตุการณ์นั้นทำให้รู้สึกกลัว ตื่นตระหนก หรือรู้สึกสะเทือนขวัญ เช่น การประสบอุบัติเหตุจนเกือบเสียชีวิต การได้รับบาดเจ็บอย่างรุนแรง รวมทั้งทราบข่าวการเสียชีวิต ประสบอุบัติเหตุ หรือการป่วยร้ายแรงของคนในครอบครัวหรือเพื่อนสนิท ทั้งนี้ เหตุการณ์ที่ทำให้เกิดโรคเครียดซึ่งพบได้ทั่วไปนั้น มักเป็นเหตุการณ์เกี่ยวกับการออกรบของทหาร ถูกล่วงละเมิดทางเพศ ถูกโจรปล้น ประสบภัยพิบัติทางธรรมชาติ หรือทราบข่าวร้ายอย่างกะทันหันโดยไม่ทันตั้งตัว นอกจากนี้ โรคเครียดยังมีปัจจัยเสี่ยงอื่น ๆ ด้วย โดยผู้ที่เสียงป่วยเป็นโรคเครียดได้สูง มักมีลักษณะ ดังนี้

เคยเผชิญเหตุการณ์อันตรายอย่างรุนแรงในอดีต
มีประวัติป่วยเป็นโรคเครียดหรือภาวะเครียดหลังเกิดเหตุสะเทือนขวัญ
มีประวัติประสบปัญหาสุขภาพจิตบางอย่าง
มีประวัติว่าเกิดอาการของโรคดิสโซสิเอทีฟเมื่อเผชิญเหตุการณ์อันตราย เช่น หลงลืมตัวเองหรือสิ่งต่าง ๆ อารมณ์แปรปรวนกะทันหัน วิตกกังวลหรือรู้สึกซึมเศร้า ไม่มีสมาธิ เป็นต้น
การวินิจฉัยโรคเครียด

ผู้ที่ผ่านการเผชิญเหตุการณ์ร้ายแรง อาจเกิดอาการของโรคเครียดได้ อย่างไรก็ตาม ผู้ที่เกิดอาการดังกล่าวควรไปพบแพทย์ทั่วไปหรือแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิต เพื่อรับการตรวจและวินิจฉัยสาเหตุ โดยแพทย์จะสอบถามรายละเอียดเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่ได้พบหรือได้รับรู้ รวมทั้งสอบถามอาการต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นของผู้ป่วย ทั้งนี้ เมื่อได้รับการตรวจแล้ว แพทย์อาจวินิจฉัยหาสาเหตุของอาการป่วยว่า เกิดจากสาเหตุอื่นหรือไม่ เช่น การใช้สารเสพติด ผลข้างเคียงจากการใช้ยาบางอย่าง ปัญหาสุขภาพอื่น ๆ หรือโรคทางจิตเวชอื่น ๆ หากอาการที่ผู้ป่วยเป็นไม่ได้เกิดจากสาเหตุอื่น ก็แสดงว่าอาการดังกล่าวอาจเกิดจากโรคเครียด

การรักษาโรคเครียด

slot

วิธีรักษาโรคเครียดคือการรับมืออาการของโรคที่เกิดขึ้นเมื่อต้องเผชิญสถานการณ์ที่ทำให้เกิดความเครียด ผู้ป่วยควรเข้าใจสาเหตุที่ทำให้เกิดอาการดังกล่าว และพูดคุยกับครอบครัวหรือเพื่อนเพื่อระบายความเครียดอย่างไรก็ตาม ผู้ป่วยที่เกิดอาการรุนแรงหรือเกิดความเครียดเรื้อรัง จำเป็นต้องเข้ารับการรักษากับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโดยตรง ซึ่งมีรายละเอียด ดังนี้

ปรึกษาแพทย์ การปรึกษาจิตแพทย์ถือเป็นวิธีรักษาโรคเครียดที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งจะช่วยรักษาผู้ป่วยโรคเครียดที่เกิดอาการรุนแรงและเป็นมานาน โดยแพทย์จะช่วยให้ผู้ป่วยรับมือกับสถานการณ์ที่ทำให้เกิดความเครียด รวมทั้งช่วยให้ผู้ป่วยจัดการอาการของโรคที่เกิดขึ้นได้
บำบัดความคิดและพฤติกรรม ผู้ป่วยโรคเครียดที่เกิดความวิตกกังวลและอาการไม่ดีขึ้น จะได้รับการรักษาด้วยวิธีบำบัดความคิดและพฤติกรรม (Cognitive Behavioural Therapy: CBT) การบำบัดความคิดและพฤติกรรมเป็นวิธีจิตบำบัดที่มีแนวคิดว่าความคิดบางอย่างของผู้ป่วยส่งผลต่อปัญหาสุขภาพจิต ผู้ป่วยโรคเครียดอาจได้รับการบำบัดระยะสั้น โดยแพทย์จะพูดคุยเกี่ยวกับความรู้สึกและความคิดของผู้ป่วย รวมทั้งช่วยให้ผู้ป่วยเข้าใจว่าความคิดบางอย่างนั้นไม่ถูกต้อง และปรับทัศนคติของผู้ป่วยที่มีต่อสิ่งต่าง ๆ ให้มองทุกอย่างได้ถูกต้องและตรงตามความเป็นจริง
ใช้ยารักษา แพทย์อาจจ่ายยารักษาโรคเครียดให้แก่ผู้ป่วยบางราย โดยผู้ป่วยมักจะได้รับการรักษาด้วยยาเป็นระยะเวลาสั้น ๆ เพื่อบรรเทาอาการปวดของร่างกาย ปัญหาการนอนหลับ หรืออาการซึมเศร้า โดยยาที่ใช้รักษาโรคเครียด ได้แก่
เบต้า บล็อกเกอร์ (Beta-Blocker) ยานี้จะช่วยบรรเทาอาการป่วยทางร่างกายซึ่งเกิดจากการหลั่งฮอร์โมนความเครียดออกมา เช่น อาการหัวใจเต้นเร็ว ผู้ป่วยรับประทานเมื่อเกิดอาการป่วย เนื่องจากเบต้า บล็อกเกอร์ไม่จัดอยู่ในกลุ่มยาระงับประสาท จึงไม่ก่อให้เกิดอาการง่วง ส่งผลต่อการทำงานต่าง ๆ หรือทำให้ผู้ป่วยเสพติด
ไดอะซีแพม (Diazepam) ยาตัวนี้จัดอยู่ในกลุ่มยาเบนโซไดอะซีปีน (Benzodiapines) ซึ่งเป็นยาระงับประสาท แพทย์ไม่นิยมนำมาใช้รักษาผู้ป่วย เว้นแต่บางกรณีที่จำเป็นต้องได้รับการรักษาด้วยยาไดอะซีแพม ซึ่งจะใช้รักษาเป็นระยะสั้นเท่านั้น ทั้งนี้ ยาไดอะซีแพมอาจทำให้ผู้ป่วยเสพติดยา และประสิทธิภาพในการรักษาเสื่อมลงหากผู้ป่วยใช้ยาดังกล่าวเป็นเวลานาน